วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

บาร์บี้คนขยันกำลังถูกเพิ่มรายการอาชีพลงในเรซูเมขึ้นอีก 2 อาชีพ เมื่อบริษัทผู้ผลิตของเล่น Mattel เปิดตัวตุ๊กตาบาร์บี้เวอร์ชันผู้ประกาศข่าว News Anchor Barbie และบาร์บี้เวอร์ชันวิศวกรคอมพิวเตอร์ Computer Engineer Barbie ในงานมหกรรมของเล่น Toy Fair ซึ่งจัดขึ้นที่นิวยอร์กเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
       

       รายงานระบุว่า อาชีพใหม่ของตุ๊กตาแฟชันยอดนิยมนี้มาจากการโหวตโดยเด็กๆกว่า 500,000 คะแนนเสียง โดยนี่คือครั้งแรกที่มีการเปิดให้แฟนบาร์บี้ออกความเห็นว่าอยากให้บาร์บี้ทำ งานอะไร ซึ่งอาชีพนักข่าวและวิศวกรคอมพิวเตอร์นั้นคืออาชีพลำดับที่ 125 และ 126 ของบาร์บี้
      
       บาร์บี้เซียนไอทีจะเริ่มวางจำหน่ายในฤดูใบไม้ ร่วงของปีนี้ ในรูปร่างหน้าตาของชาว geek ที่มีสไตล์ของตัวเอง สวมแว่นตาสีชมพูเหมือนแล็บท็อปที่ถืออยู่ แถมไม่ลืมเสียบหูฟังบลูทูธไว้ที่ใบหู
      
       Computer Engineer Barbie นั้นถูกออกแบบโดยความร่วมมือกับสมาคมวิศวกรสตรีหรือ Society of Women Engineers ของสหรัฐฯ ซึ่งหวังว่าเด็กหญิงอเมริกันจะได้รับแรงบันดาลใจและอยากทำอาชีพวิศวกรมาก ขึ้น
      
       "บาร์บี้ในอาชีพวิศวกรคอมพิวเตอร์จะทำให้เด็กๆเห็นว่า ผู้หญิงสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ของผู้คน" นอร่า ลิน (Nora Lin) ประธานสมาคมให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส
      
       สำหรับบาร์บี้นักข่าว News Anchor Barbie นั้นมาพร้อมสูทสีชมพู มือถือแฟ้มข่าว กล้องดิจิตอล และไมโครโฟน มีคิววางจำหน่ายในปีนี้เช่นกัน
      
       ตุ๊กตาบาร์บี้หรือ Barbie นั้นถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1959 โดยอาชีพของบาร์บี้นั้นมีตั้งแต่นักบินอวกาศ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ้าหญิง นักเต้นระบำ ทหารร่มชูชีพ รวมถึงพนักงานแคชเชียรร้านแมคโดนัล (McDonald)
      
       ยังไม่ปรากฏราคาจำหน่ายในขณะนี้
      
       Company Related Links :
       Mattel

http://www.manager.co.th/cyberbiz/viewNews.aspx?newsid=9530000021103
Sunglasses Oakley Sunglasses Designer Sunglasses Ray Ban Sunglasses Chanel Sunglasses Maui Jim Sunglasses Gucci Sunglasses Cheap Sunglasses Rayban Sunglasses Cheap Designer Sunglasses Cheap Prescription Sunglasses Fake Oakley Sunglasses Discount Designer Sunglasses Cheapest Oakley Sunglasses Replica Oakley Sunglasses Replica Chanel Sunglasses Ray Ban Wayfarer Sunglasses Discount Oakley Sunglasses Best Deal On Oakley Sunglasses Oakley Polarized Sunglasses Oakley Prescription Sunglasses Cheap Ray Ban Sunglasses Best Price On Oakley Sunglasses Vintage Bausch And Lomb Ray Ban Sunglasses Dockers Sunglasses Ray Ban Aviators Sunglasses Prescription Oakley Sunglasses Cheap Copy Sunglasses Oakley Butterscotch Scar Sunglasses Oakley Mp3 Sunglasses Oakley Radar Sunglasses Ray Ban Aviator Sunglasses Ray Ban 4025 Sunglasses Ray Ban Predator Sunglasses Ray Ban Jackie O Sunglasses Ray Ban Usa Sunglasses Cheap Replica Oakley Sunglasses Ray Ban Polarized Sunglasses Ray Ban Mirror Sunglasses Price Comparison Sites Sunglasses Carolina Blue Ray Ban Wayfarer Sunglasses Ray Ban Prescription Sunglasses Cheap Oakley Sunglasses Ray Ban Bifocal 3176 Sunglasses Ray Ban Polorized Sunglasses Ray Ban 3198 High Street Women'S Sunglasses Cheap Maui Jim Kahuna Sunglasses Discounted Ray Ban Sunglasses Cheap Gucci Sunglasses Cheap Chanel Sunglasses China Shopping Cheap Gucci Sunglasses Cheap Rayban Sunglasses Cheap Name Designer Sunglasses Wholesale Sunglasses Riddick Sunglasses Prescription Sunglasses Shark Wearing Sunglasses Prada Sunglasses Spy Sunglasses Discount Sunglasses Costa Del Mar Sunglasses Aviator Sunglasses Serengeti Sunglasses Polarized Sunglasses Bifocal Sunglasses Smith Sunglasses Arnette Sunglasses Versace Sunglasses Revo Sunglasses Clip On Sunglasses Bono And Sunglasses Bolle Sunglasses Native Sunglasses Coach Sunglasses Reading Sunglasses Replica Sunglasses Reader Sunglasses Persol Sunglasses Nike Sunglasses Wiley X Sunglasses Gargoyle Sunglasses Ed Hardy Sunglasses Eagle Eyes Sunglasses Christian Dior Sunglasses Hd Sunglasses Vintage Sunglasses Blinde Sunglasses Wrap Around Sunglasses Fit Over Sunglasses Gargoyles Sunglasses Infant Sunglasses Dior Sunglasses Vuarnet Sunglasses Fishing Sunglasses Retro Sunglasses Polarized Bifocal Sunglasses Electric Sunglasses Armani Sunglasses D&g Sunglasses

เรียน วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ต้องรู้อะไรบ้าง

เรียน วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ต้องรู้อะไรบ้าง

วิศวะคอม
เค้าเรียนไฟฟ้า ฟิสิกส์ และวิชาประยุกต์ อิเล็กทรอนิกส์ ด้วยนะครับ
แล้วเวลาเค้าสอน ไม่ใช่ว่าเค้าจะคอยนะ
เค้าจะสอนไวมากๆ ประมาณว่าให้ไปอ่านเอง ในส่วนที่ไม่ทัน

คนเรียนสายวิทย์มา ยังมึนๆ เลย
คนไม่ได้เรียน คงรอดยากอ่ะครับ
เข้ามาเรียนได้ ก็ต้องพยายามมากกว่าคนอื่น 3-4 เท่า
*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*/*
เรียนวิศวฯคอมฯ ควรจะรู้อะไรบ้าง นอกจากที่สอนในมหา'ลัย ?
โดย อาจารย์ วิรุฬห์ ศรีบริรักษ์ - Friday, 18 April 2008, 09:35PM
ขึ้นหัวข้ออย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าหลักสูตรที่ใช้อยู่ไม่ดีนะครับ อันที่จริงการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีในสาขาคอมพิวเตอร์ไม่ว่าในเมืองไทย หรือต่างประเทศใช้หลักสูตรใกล้เคียงกันคือมุ่งเน้นไปที่ทฤษฎีมากกว่าการเอา ไปใช้งานและ Applications มีหลายคนถามผมว่าทำไมวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ไม่มีสอน Word, Excel, Powerpoint, หรือ AutoCAD ? มีต่อท้ายด้วยว่าถ้าปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ไม่มีสอนพวกนี้แล้วเด็กที่ จบจะใช้เป็นเหรอ ? บริษัทเค้าจะจ้างวิศวกรคอมฯ ไปทำอะไรถ้าใช้โปรแกรมไม่เป็น ? ฟังแล้วอึ้งไปชั่วขณะ แสดงว่าเค้าไม่เข้าใจว่าเราเรียนอะไรนะสิครับ แต่ถ้ามองอีกแง่นึงก็หมายความว่าตลาดงานมุ่งหวังให้คนที่เรียนคอมพิวเตอร์จบ ตั้งปริญญาตรี มันต้องเป็นงานแบบนี้ เชี่ยวชาญงานแบบนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดถ้าเจ้าของกิจการเค้าจะคิดอย่างนั้นเพราะมันก็ควรจะเป็นอย่าง ที่เค้าหวังนะครับ แต่ที่ไม่มีในหลักสูตรเพราะว่าการเรียนรู้ applications ต่างๆ มันเป็นสิ่งที่นักศึกษาวิศวฯคอมฯ ต้องเรียนรู้เอง ก่อนที่จะจบออกไป อย่างน้อยก็ให้มีพื้นฐานที่ทำให้เรียนรู้ application ใหม่ๆ ได้เร็วกว่าคนอื่น ถึงแม้ว่าตอนที่เข้ามาจะไม่รู้อะไรเลยและไม่มีวิชาในหลักสูตรสอนก็ตาม ไม่มีมหา'ลัยไหนสอนหรอกครับ ก็มันไม่ใช่ทฤษฎีนี่ครับ คำถามที่ตามมาก็คือ "วิศวกรคอมพิวเตอร์ควรจะรู้อะไรบ้าง หรือทำอะไรเป็นบ้าง ที่อยู่นอกเหนือหลักสูตร ?" อืม..ม ตอบยากเหมือนกัน ผมลองคิดดูจากประสบการณ์และสอบถามเพื่อนๆ ก็ได้ออกมาเป็นหลายหัวข้อ ลองมาดูนะครับว่าตัวของเรายังขาด (หรือเกิน) ในส่วนไหนบ้าง ?


--------------------------------------------------------------------------------

ประกอบ เครื่อง PC เป็น ? .. ข้อแรกก็น่าตกใจซะแล้ว จริงๆ นะครับ จบวิศวฯคอมฯ ประกอบ PC ไม่ได้อายเค้านะครับ อย่าไปเถียงเค้าว่าที่โรงเรียนไม่ได้สอนหรือว่ามันเป็นงานของช่างอะไรทำนอง นี้นะ การประกอบเครื่อง PC ไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นโดยเฉพาะกับคนที่เรียนทางด้านคอมพิวเตอร์มา เปิดเครื่องตัวเองดูสิครับ ลองไล่สายแต่ละสายดูว่ามันต่อกันอย่างไร แล้วก็นึกเทียบดูกับที่เรียนในส่วนของทฤษฎี ด้วย PC ที่เรามีอยู่เราสามารถเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมได้มากมายเพียงแค่เปิดฝาเครื่อง ออกมาเท่านั้นเอง อย่างแรกคือเราเข้าใจในระบบ PC มากขึ้น มองเห็นภาพที่ชัดเจนว่า อ้อ..ไอ้นี่ Drive C, อันนี้ CD-ROM.. ตัวนี้ CPU, ตัวนี้ Sound card, ตัวนี้ Display card .. ตัวนี้ Modem .. ประกอบ PC ได้นี้ได้เรียนรู้เหมือนเรียนหมอต้องผ่าศพอะไรทำนองนั้นเชียว การประกอบแล้วเครื่องทำงานได้ (เน้นว่าต้องทำงานได้นะครับ..ประกอบไปแล้วทำงานไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์นะสิ) แปลว่าต้องรู้จักวิธีการ configuration ตั้งค่าต่างๆ เช่น IRQ, DMA, set jumper ถูก (overclock ซะเลย..ว่ะฮ่ะๆๆๆ) ตั้ง BIOS ถูก แม้ว่าวันนี้อุปกรณ์หลายอันเป็น Plug-and-Play แต่ถ้ามันไม่ play ขึ้นมาละก็..เปลี่ยนเป็น pray จุดธูปสวดมนต์ให้มันได้ก็แล้วกัน .. ไม่ใช่ๆ เป็นวิศวกรต้องทำให้มัน Play ให้ได้นะครับ .. การประกอบเครื่อง PC เป็นการฝึกทักษะทางด้าน hardware อย่างนึงที่ทุกคนควรจะทำเป็น แนะนำนิดนึงนะครับว่าอย่าใช้วิธีการจำว่ามันต่อกันยังไง จำเอาไม่มีประโยชน์ พยายามทำความเข้าใจชิ้นส่วนและหน้าที่ของมัน จากนั้นก็นำแต่ละชิ้นส่วนมาประกอบกัน ไม่ต้องกลัวว่าจะต่อผิดอุปกรณ์หลายๆ ชิ้นออกแบบมาไม่ให้ต่อผิดอยู่แล้ว ลองทำดู ให้เพื่อนที่ทำเป็นให้เค้าสอนก็ได้ .. ทีนี้ก็ไม่ต้องปฏิเสธใครอย่างอายๆ ว่า "ประกอบเครื่องไม่เป็น..แหะๆๆ" แต่กลายเป็นพูดว่า "ของหมูๆ .. ถึงที่มหา'ลัยไม่สอนก็ทำเป็น" ..ดูดีกว่าตั้งแยะ


--------------------------------------------------------------------------------

อัน ที่สองคือเรื่องภาษาคอมพิวเตอร์ ..ไม่ถึงกับต้องพูดได้นะครับ..พูดภาษา C แทนภาษาไทยนี่ประหลาดเกินคนนะครับ เอาแค่เขียนกับอ่านก็พอ ภาษาทุกวันนี้พอจะแบ่งได้สามแบบคือภาษาแบบ Procedural, Object-Oriented, และ Functional Procedural ก็คือพวก C, Pascal ทำนองนี้นะครับ Object-Oriented ได้แก่ C++, Object-Pascal, Smalltalk อืม..สองอันนี้มีในหลักสูตรไม่มีปัญหา(เท่าไหร่) ส่วน functional language อันนี้สิไม่ค่อยมีนักศึกษาป.ตรีรู้จักเพราะใช้งานไม่มากอย่าง ML, LISP, ADA ส่วนใหญ่ใช้ทำงานวิจัยมากกว่าเขียนเป็น application ก็ไม่เป็นไรครับถ้ายังอยู่ในเมืองไทย(เมืองนอกเค้าจะสอนตอนปีสองครับ) ผมขอให้น้ำหนักไปที่การอ่าน code ภาษาออก ตีความและเข้าใจว่า code นั้นทำงานอย่างไรเป็นหลัก ส่วนการเขียนได้อันนี้มันต้องใช้เวลาฝึกพอสมควรขอให้น้ำหนักน้อยกว่า (ไม่ใช่ไม่สำคัญนะครับ..อย่าเข้าใจผิด เพราะยังไงก็ต้องเป็นซักภาษานึง) เพราะอะไรครับ? เพราะว่า การเขียนโปรแกรมมันไม่ได้อยู่ที่ตัวภาษาที่ใช้แต่อยู่ที่ logic การทำงานต่างหาก คนที่เขียนโปรแกรมเก่งไม่จำเป็นต้องรู้คำสั่งทั้งหมดในภาษานะครับ แต่เค้าจะเข้าใจว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เขียนเป็น pseudo-code หรือ flowchart แล้วก็ implement ด้วยภาษาที่เหมาะสมทีหลัง ที่เน้นการอ่านเพราะว่า เวลาทำงานจะเจอ source code สารพัดภาษาเลย จะมาบ่นว่า "เค้าเขียนด้วย COBOL ค่ะ..หนูไม่ได้เรียนมา..หนูเก่งแต่ภาษา C ค่ะ (เพราะได้ C มาหลายตัวนะสิ)" แบบนี้ไม่ได้นะครับ ถึงจะไม่เชี่ยวชาญก็ควรจะทำความเข้าใจได้บางส่วน คำสั่งของภาษาแต่ละภาษาแม้ว่ามันจะไม่เหมือนกันแต่ว่า reserved word ของภาษาก็สื่อความหมายได้ไม่น้อยแล้วครับ โดยเฉพาะภาษาในกลุ่มเดียวกันยิ่งง่าย ลองนึกดูสิครับคำสั่ง If หรือ Print จะให้มันแปลว่าอะไร ? ภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงทุกภาษาสร้างมาเพื่อให้คนเข้าใจ มันก็ควรจะทำให้เราเข้าใจได้ง่ายๆ แม้ว่ามันจะเป็นคนละภาษา คนละ syntax จริงมั้ยครับ


--------------------------------------------------------------------------------

อัน ที่สาม database และ system analysis..โอ้สบาย..มีในหลักสูตรอยู่แล้ว อันนี้ขอเน้นที่การปฏิบัตินะครับ ก่อนจะจบป.ตรีก็ควรจะออกแบบระบบและฐานข้อมูลรวมถึง implement ด้วยภาษาหรือโปรแกรม DBMS ซักตัวเป็น เอาระบบง่ายๆ ไม่ต้องซับซ้อน ใช้โปรแกรมอย่าง Access หรือ Visual Foxpro หรือจะเล่นวัตถุโบราณอย่าง dBase ก็ได้ครับ อันนี้สำคัญนะครับเพราะเป็นตัวที่ทำให้เห็นว่าวิศวกรคอมพิวเตอร์มีความสำคัญ ไม่น้อยในการดำเนินธุรกิจ ทางหากินนะเนี่ย ใครที่คล่องๆ นะครับหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำเลยแหละ ทุกวันนี้คนที่เขียนโปรแกรมขายก็มีแต่ database ทั้งนั้นนี่ครับ เพื่อนผมที่เรียนอยู่ด้วยกันลงเรียนวิชา Database อาจารย์สั่งงานให้ implement บน Oracle ทั้งๆ ที่ไม่มีการสอนใช้ Oracle มาก่อน โยนงานกับ CD ติดตั้ง Oracle มาตูมเดียว แล้วก็บอกว่า 50% นะ..นักศึกษาก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ..แต่หลังจากนั้นไม่ถึงเดือนเขียน Oracle เป็นกันทั้งบาง (ก็มันตั้ง 50% นี่) การลงมือปฏิบัติอะไรก็ตามให้ผลดีกว่าการท่องหนังสือแน่ๆ ถึงจะอ่าน Access ซักสิบจบถ้าไม่เริ่มที่ menu File -> New ก็ไม่มีประโยชน์หรอก ใช่มั้ยครับ ตอนเรียนจะมี assignment อยู่แล้ว ถือโอกาสฝึกซะนะครับ ไม่ใช่ถือโอกาสโดดงานล่ะ หนังสือคู่มือมีเยอะแยะ หนังสือภาษาไทยก็มี สบายอยู่แล้ว


--------------------------------------------------------------------------------

อัน ที่สี่ ยุคโลกาภิวัฒน์ มันก็ต้องเรื่อง Internet กับ Networking ..อ่า..ต้องทำอะไรเป็นล่ะครับ อย่าตกใจนะครับถ้าจะบอกว่าต้องออกแบบระบบอย่างง่ายได้ เข้าใจว่าต้องเอาอุปกรณ์อะไรมาต่อกับอะไร ต้องตั้งค่า IP ยังไง Gateway เป็นเท่าไหร่ ..เอาง่ายๆ ถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์กับ modem อยู่บ้านก็ควรจะต่อ Internet ได้ เขียน homepage เป็น ไม่ได้ล้อเล่นนะครับ ควรจะเขียนเป็นจริงๆ (ง่ายจะตายไป) หลายบริษัทเค้าคาดหวังว่าเราทำได้นะครับ ระดับสูงขึ้นไปก็รวมไปถึงการติดตั้ง Network Operating System และ software ที่ใช้บน Network ด้วย..โอ้..ดูยากจังเลย ไม่จริงหรอกครับมันไม่ต่างจากติดตั้ง Windows 95 เท่าไหร่เลย แต่แน่นอนว่าจะต้องรู้จักตัวทฤษฎีซักเล็กน้อยก่อนว่า IP address คืออะไร อุปกรณ์แต่ละอย่างทำงานยังไง การทำงานของแต่ละ protocol เป็นอย่างไร Proxy, DNS คืออะไร ซึ่งก็มีเรียนอยู่ในหลักสูตรแล้ว เหลือแต่ว่าจะเอาความรู้เหล่านี้ไปใช้ในงานได้ยังไงเท่านั้นเอง ลองนึกภาพนะครับ เจ้านายเราเกิดไปอ่านหนังสือหรือได้ยินเรื่อง Internet จากใน TV แล้วอยากให้บริษัทมี Internet ใช้ เราก็ควรจะรู้ว่าเริ่มต้นอย่างไร เหมาะสมหรือไม่ที่จะใช้ ให้คำปรึกษาทางเทคนิคกับเจ้านายและคนในบริษัทได้บ้างในเรื่องทฤษฎีพื้นฐาน .. อย่าทำตัวเป็นใบ้เหมือนไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับฉันเชียวนะครับ ทำตัวไม่มีค่าเค้าปลดออกไม่รู้ด้วย เดี๋ยวนี้บริษัทเค้ามีทางเลือกเยอะนะจะบอกให้ เมื่อติดตั้งเครือข่ายก็ควรจะดูแลเป็น แก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ได้ อันนี้ไม่มีสอนในหลักสูตรครับ ถ้าสนใจก็ลองด้วยตัวเองในช่วงที่เรียนอยู่ดีที่สุด


--------------------------------------------------------------------------------

อัน ที่ห้า Application..อย่างที่บอกไงครับ Word processor, Spreadsheet, และ Presentation software สามตัวหลักที่ต้องเป็น ไม่ต้องเก่งแต่ต้องเป็นนะครับ เดี๋ยวนี้ software พวกนี้ใช้ง่ายจะตาย เล่นวันเดียวก็เป็นหมดแล้ว ลองใช้ PowerPoint สิครับ จิ้มๆ พิมพ์ๆ ออกมาก็สวยแล้ว ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรเลย เวลา Present เลิศจะตายไป ใครจะว่า over ก็ช่างเค้า (แสดงว่าทำไม่ได้อย่างเราละสิ..โฮ่ๆๆ) เตรียม PowerPoint บางทีเร็วกว่าทำแผ่นใสซะอีก สวยก็สวยกว่า โปรแกรม Word คงไม่ต้องพูดถึงนะครับ ทุกคนใช้เป็นอยู่แล้ว ส่วน Spreadsheet อย่าง Lotus หรือ Excel ก็ใช้ไม่ยาก เอาพื้นๆ ทำสมการได้ คำนวณข้อมูลได้ ทำ Graph ได้ก็พอแล้ว ทำเสร็จเอา graph ไปแปะใน Word สำหรับ report และใน PowerPoint สำหรับ present..บ๊ะ..สวยเหมือนกันนะเนี่ย อยากจะลองใช้ก็ง่ายนิดเดียวเอา CD ไปติดตั้ง double click setup.exe มันถามอะไรก็ใส่ให้ แล้วก็กด Next ๆๆๆๆ เท่านั้นเอง ลองหาโอกาสใช้นะครับ ทำ report หรือทำ project ก็เอามาลองใช้พิมพ์งานบ้าง เก็บข้อมูลบ้าง เตรียม present บ้าง เดี๋ยวก็เก่งเองแหละ อย่าให้ได้ยินว่านักศึกษาวิศวฯคอมฯไปจ้างพิมพ์หน้าละสิบห้าบาทเพราะใช้ Word ไม่เป็นนะครับ เป็นลูกศิษย์ผมตัด F จริงๆ ด้วย โปรแกรมอื่นๆ ก็เหมือนกันนะครับหัดเล่นเยอะๆ จะได้หูตากว้างไกล เวลาต้องการใช้จริงๆ จะได้นึกออกว่าต้องใช้โปรแกรมไหน ถ้าหา software ที่ใกล้เคียงกับวิชาที่เรียนได้ยิ่งดี อย่างเรียน Electronics ก็ลองหาโปรแกรมวิเคราะห์วงจร หรือ simulate การทำงานมาเล่นดู สมัยเรียนผมใช้ Electronics Workbench กับ MathCAD ช่วยทำอะไรได้เยอะ ถ้าเห็นว่าไม่สนุกว่างๆ ก็เอาเกมส์มาเล่นก่อนก็ยังดี เครื่องคอมฯไม่ใช่ถูกๆ เอามาใช้ให้คุ้มครับ (แหะๆ) แต่อย่าเล่นจนลืมงานล่ะ เล่นคนเดียวเบื่อก็หันมาเล่นเกมส์บน LAN ถ้าหมดมุขก็เล่นผ่าน Internet สู้ไม่ได้ก็หาทางโกง..ฮ่าๆๆ ได้เรียนรู้ไปอีกแบบ จะโกงเกมส์ได้ต้องเข้าใจ data structure, การเก็บข้อมูลใน disk, save game เป็นยังไง ค่าอะไรเก็บตรงไหน แก้เงิน แก้พลังตรงไหน ในเกมส์มีเงินได้ 10 ล้านมันต้องเก็บกี่ bytes แก้ได้ก็สนุกกันใหญ่ ประเภทแก้ข้อมูลชาวบ้านก็มีประโยชน์นะครับ ดูสิครับ Windows 98 ภาษาอังกฤษตอนออกแรกๆ ก็มีคนทำให้เป็นไทยที่เรียกว่าเป็น Thai Enable version เกมส์ Final Fantasy ภาษาอังกฤษ ยังมีคนไทยแปลเป็นภาษาไทย แถมใจรักขนาดเขียนเป็นโปรแกรมเข้าไปแก้คำพูดตัวละครให้เป็นภาษาไทยทั้งหมด ไม่ได้ตังค์ซักกะบาทแต่ก็สนุกคนทำเค้าละครับ และที่สำคัญกว่าคือความรู้พวกนี้อาจจะได้ใช้ในการทำงาน เป็นพื้นฐานของการแก้ปัญหายากๆ อย่างเช่นการกู้ข้อมูลจาก harddisk ที่เสีย, โดน format, โดน virus ทำลาย, หรือลบโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ยากไปกว่าการแก้เกมส์เท่าไหร่เลย ถ้าเข้าใจโครงสร้างของ disk เราก็แก้มันได้เหมือนกัน หัดเล่นเดี๋ยวก็เป็นเอง (เกร็ดเล็กน้อย: การกู้ข้อมูลใน Harddisk ที่ media เสียมีค่าใช้จ่ายสูงมากครับ Harddisk SCSI 4 GB ถ้าจะกู้ข้อมูลทั้งหมดกลับมาต้องใช้เงินมากกว่า 1 ล้านบาท)


--------------------------------------------------------------------------------

อัน ที่หก .. รู้จัก Y2K มั้ยครับ ? .. ทุกคนคงตอบได้ว่าคืออะไรนะครับ ทีนี้ถามต่อ "Y2K ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานไม่ได้จริงหรือไม่ ?" ..อืม เริ่มลังเลกับคำตอบ..จริงรึเปล่าหว่า เอาอีกคำถามนึง .. "Y2K ทำให้เครื่องซักผ้าตั้งเวลาไม่ทำงานจริงหรือไม่ ?" ..ไปกันใหญ่แล้วครับ ตัวอย่างที่ยกมานี่เป็นเรื่องจริงนะครับ ออกทีวีด้วย ทำนายกันเข้าไป อะไรที่มีนาฬิกาพี่แกว่าโดน Y2K ไว้ก่อน แสดงให้เห็นแล้วว่ายังมีคนอีกมากที่เข้าใจผิดในเรื่องเทคโนโลยี ซ้ำร้ายทำให้คนอื่นเข้าใจผิดไปด้วย คนที่เรียนคอมพิวเตอร์มายังลังเล..ฮ่าๆๆ ผมว่ามีเจ้านายของหลายๆ คนคงถามคำถามเรื่อง Y2K กับวิศวกรคอมพิวเตอร์เพราะเค้าหวังพึ่งเรานะครับ จะเห็นได้ว่าบทบาทนึงของวิศวกรคอมพิวเตอร์คือจะต้องเจอปัญหาทั้งมีสาระและ ไร้สาระจากผู้ร่วมงานที่ยังไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ คำตอบของเราอาจจะถือว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดและน่าเชื่อถือที่สุด สำหรับผู้อื่น (ก็เราเรียนมานี่ครับ) เราก็ควรจะรู้จักและทำความเข้าใจกับปัญหาที่แท้จริง ผลกระทบของปัญหากับงาน และวิธีแก้ไขถ้าจำเป็น ซึ่งก็หมายถึงการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในเทคโนโลยีต่างๆ และพยายาม update ความรู้เสมอๆลองตั้งคำถาม Why และ How ดู แล้วลองหาคำตอบจากความรู้ที่เรียนมาว่าสมเหตุสมผลรึเปล่า จริงอย่างที่เค้าพูดหรือเปล่า ก็จะเริ่มเข้าใจในตัวเทคโนโลยีมากขึ้น ฝึกคิดเยอะๆ อ่านเยอะๆ ถ้าทดลองได้ก็ลองทำดู จะมองเห็นภาพและทิศทางว่าคอมพิวเตอร์กำลังพัฒนาไปในทางใด ปัญหาจริงๆ ของคนที่ตามเทคโนโลยีไม่ทันการพัฒนาที่รวดเร็วของคอมพิวเตอร์ ส่วนนึงอยู่ที่การปิดกั้นตัวเอง เจอตัวหนังสือเยอะๆ หน่อยก็ไม่อ่านซะแล้ว ตามไม่ทันก็เลิกตามซะเฉยๆ หรือพยายามแก้ปัญหาไม่ได้ก็เลิก ชีวิตจริงในการทำงานเราทำแบบนี้ไม่ได้นะครับ ฝึกไว้ตั้งแต่เรียนดีกว่า


--------------------------------------------------------------------------------

อัน ที่เจ็ด..ภาษาอังกฤษ ใครว่าไม่จำเป็น ลองไปถามคนที่ทำงานทางคอมพิวเตอร์ดูนะครับว่ามีหนังสือภาษาไทยให้อ่านกี่ เล่ม? ตราบใดที่เมืองไทยยังผลิตสินค้าเทคโนโลยีเพื่อใช้ในประเทศไม่ได้ เราก็ยังต้องสั่งสินค้าจากเมืองนอกและก็ต้องเจอคู่มือภาษาอังกฤษแหงๆ ตอนผมเขียนบทความนี้ผมถามคำถามเดียวกับหัวเรื่อง เพื่อนผมตอบทันทีว่า "ภาษาอังกฤษ" ทฤษฎีคอมพิวเตอร์ถ้าแปลเป็นไทยหมดคงดูไม่จืดนะครับ เสียเวลาแปลกลับเป็นอังกฤษ สื่อสารกับคนอื่นก็ลำบาก มีอย่างที่ไหน เรียก Computer เป็นคณิตกรณ์, Windows 98 เป็นพหุบัญชรรุ่น 98, เรียก Hardware เป็น กระด้างภัณฑ์, software เป็นละมุลภัณฑ์ จะว่าไม่อนุรักษ์ภาษาไทยก็ยอมละครับ มันไม่ไหวจริงๆ (มีการเถียงกันบ่อยว่าทำไมไม่ใช้ภาษาไทย..เฮ้อ..ดูสิครับวิชา computer graphics เลยต้องเป็น "เรขภาพคอมพิวเตอร์" ยังดีที่ให้ใช้คำว่า"คอมพิวเตอร์") เวลาทำงานภาษาอังกฤษนอกจากจะไว้ใช้สื่อสารกับ boss (บางคนเค้ามีเจ้านายเป็นชาวต่างชาติ) ที่สำคัญอีกอันคือใช้อ่านพวก technical manual ให้รู้เรื่อง อันนี้มันก็โยงไปถึงสิ่งที่ควรรู้อีกอย่างคือมาตรฐานต่างๆ เพราะว่าใน technical manual เค้าถือว่าคนที่จะอ่านไม่ใช่ user แต่เป็นคนที่มีความรู้ทางเทคนิคแล้ว เข้าใจศัพท์ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์และมาตรฐานต่างๆ เป็นอย่างดี ดังนั้นศัพท์เทคนิคที่มีคำว่า ISO, TUV, UL, FCC, CSA, IEEE, ANSI ยิ่งรู้มากเท่าไหนยิ่งดีเป็นศรีแก่ตัว ไม่ต้องถึงกับเอามาท่องนะครับ เวลาเรียนมันจะเจออยู่ส่วนหนึ่ง แล้ว ใน manual ของอุปกรณ์ก็จะเจอ บนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ก็จะเจอ ก็ค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็คล่องครับ พยายามหาโอกาสศึกษา ลองดูบน power supply ของคอมพิวเตอร์สิครับ มีป้ายเหลืองๆ เขียนอะไรเต็มไปหมด มันมีความหมายทั้งนั้นนะครับ พลิก keyboard ก็น่าจะมีป้ายเขียน ลองสังเกตดูสิครับ


--------------------------------------------------------------------------------

อัน ที่แปด เยอะจังเลย .. ทั้งหมดที่พูดมาจะไม่มีประโยชน์หากเราเก็บไว้คนเดียว การเผื่อแผ่ความรู้ให้ผู้อื่น เพื่อนๆ น้องๆ หรือแม้แต่พี่ๆ สำคัญไม่น้อยไปกว่าการค้นหาความรู้ด้วยตัวเอง คนเก่งคนเดียวพัฒนาประเทศไม่ได้หรอกครับ การแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีความคิดที่เปิด กว้าง มีวิสัยทัศน์ที่ดี การวิจารณ์ด้วยเหตุผลเป็นการฝึกทั้งคนวิจารณ์และถูกวิจารณ์ให้พัฒนาตัวเองไป อย่างเหมาะสม ไม่ได้เป็นเรื่องที่ใช้ในการดูถูก การซักถามปัญหาไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับคนที่ไม่รู้ ถ้าไม่ถามสิครับเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ (ปกปิดความไม่ฉลาดของตัวเองละสิ...ร้ายกาจนักนะครับ) โดยส่วนตัวผมชอบคนที่ซักถามเยอะๆ มากกว่าพยักหน้าเงียบๆ อย่างที่เคยพูดไว้หลายครั้งว่าไม่มีใครรู้ไปซะทุกอย่างหรอกครับ มันก็ต้องมีเรื่องที่ไม่รู้ ไม่ถนัดกันบ้าง ไม่แปลกหรอกครับ แต่อย่าไปคิดว่าฉันไม่ถนัดฉันก็จะไม่สนใจไม่รู้ก็ได้นะครับ อย่างนั้นมันเป็นการคิดผิดอย่างร้ายแรง มีนักศึกษาจำนวนมากที่ไม่ค่อยกล้าถามอาจารย์ ไม่รู้เพราะอาจารย์สอนดีหรือว่านักศึกษาอายกันแน่ (กรณีของผมๆ เดาว่าเป็นอย่างหลัง..ฮ่าๆๆ) ไม่ต้องไปอายครับ ไม่รู้ก็ถาม ไม่แน่ใจก็ถาม หรือถ้าอายเพื่อน ก็มาถามทีหลังได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ถามในห้องเรียนเลย คนอื่นจะได้รู้และเข้าใจไปในทางเดียวกัน


--------------------------------------------------------------------------------

อย่า เพิ่งกังวลว่าทำไมมันมีอะไรต้องทำมากมายนักนะครับ ที่กล่าวมาเป็น guideline ซึ่งนำไปสู่คำๆ เดียวคือ "sense" ที่เป็นตัวทำให้เรามีความคิดอย่างเป็นระบบและสมเหตุสมผลในเรื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งพัฒนาได้จากสะสมประสบการณ์ (เหมือนเล่นเกมส์ RPG ต้องเก็บ EXP ให้ได้เยอะๆ จะได้ level สูงขึ้นไป) แต่ไม่ต้องรีบร้อนทำหรอกนะครับ ให้ฉวยโอกาสทำเมื่อโอกาสก็ได้อะไรเยอะแล้ว รับรองว่าทุกคนมีโอกาสฝึกฝนแน่ครับถ้าไม่มองข้ามไปซะก่อน แล้วก็อย่าไปซีเรียสมากเกินไปครับ จะทำอะไรก็ควรให้มันมีความสนุกไปด้วย ถ้าซีเรียสมากมันจะหมดสนุกนะครับ ตอนนี้เราเป็นนักศึกษา ความรู้ที่อาจารย์ให้ในห้องเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่ควรรู้ไม่ใช่ ทั้งหมด นอกจากนี้ก็ต้องยอมรับด้วยว่าการถ่ายทอดความรู้ในห้องเรียนมันไม่ได้ครบ 100% ดังนั้นเราก็ต้องศึกษากันเอาเองด้วย ผมเคยพูดถึงเรื่อง Expert system ใน AI มาครั้งนึงซึ่งมีหัวข้อที่แบ่งระดับความรู้เป็นสามส่วน ในห้องเรียนสามารถให้ได้ในส่วน deep knowledge, ในห้อง lab ให้ domain knowledge และที่เหลือคือ surface knowledge เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดที่ถ่ายทอดได้ยากที่สุด แม้ว่า surface knowledge จะมีพื้นฐานในหลักการต่างๆมาจากสองตัวแรกแต่การจะมี surface knowledge ที่ดีและถาวรมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่จะพัฒนาขึ้นได้จากการลงมือกระทำ การเรียนรู้จากการถ่ายทอดจากผู้อื่นจะได้ knowledge มาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และ surface knowledge นี่แหละที่เป็นตัววัดว่าใครเชี่ยวชาญกว่า ตัดสินใจดีกว่า ถูกต้องมากกว่า และเป็นความรู้ที่นำไปใช้ในชีวิตจริงได้ตลอดไป

1999

ตอบ

ตอบ: เรียนวิศวฯคอมฯ ควรจะรู้อะไรบ้าง นอกจากที่สอนในมหา'ลัย ?
โดย thitipong sornjan - Sunday, 10 August 2008, 07:47PM
สุดยอดอาจารย์พูดถูกจริงๆๆ เขาบอกว่าความรู้ไม่ได้มาจากการเรียนรู้ แต่มาจากการปฎิบติ ซึ่งใครมีความตั้งใจมากและสนุกกับมันก็จะได้อะไรที่มากขึ้นอยู่กับความ ตั้งใจ มิใช่แต่มาอ่านในกระดาษแล้วก็ตอบคำตอบ ตามที่เขาบอกๆๆว่าจริง คิดอย่างนี้แล้วถูกต้องนะคับทำข้อสอบได้ แต่ไม่เคยได้ลองทำ ทำแอ็คว่ากลูนี่โคตรเก่ง แล้วก็มักจะกักขัง จินตนาการของตนเอง ไอสไตน์ บอกว่าจินตนาการกว่า สำคัญความรู้ ก็น่าจะจริง รู้มาก รู้แต่ไม่เคยปฎิบัติได้ลองทำ ก็จะให้เราไม่สามารถแก้ไข ปัญหาองได้ สุดท้ายก็จะท้อใจไปเอง
แต่เพื่อนที่ตอบคำถามฉัน แลัวทำไมฉันต้องลองเล่นอะ เสียเวลา เอาเวลาไปดูดารา เล่นเกมดอทเอ จีบสาวดีกว่า ซึ่งมันก็ไม่ได้อะไรต่อเลย
แต่ หารู้ไม่คนอื่นที่เขาได้ทำค้นคว้าลองเล่นปฎิบ้ติด้วยตนเอง เขาได้รับอะไรมากกว่าที่คิด เราควรจะเริ่มฝึกและทำให้ได้เป็นทุกอย่าง ไม่จำเป็นจะต้องจำกัด ตัวเองฉันไม่ได้เรียนมา ฉันไม่ต้องทำ ทำให้สำเร็จ แล้วแล้วเราจะได้ไปเล่นอะไรที่สนุกๆๆ และท้าทายในเรื่องใหม่ๆๆ ต่อไป เวลาสำคัญมาก ไหลไปแต่เราต้องหาอะไร ลองเล่นแล้วเราจะเห็นภาพ ความรู้ที่เราเรียนมันเป็นประวัติที่เขาเขียนกันมานานปีละ บางทีการจะคิดอะไรเพียงเล็กน้อย จะไปติดเรื่องความรู้ต้องคิดลึกว่าต้องอย่างโน้นอย่างนี้แล้วก็งงอยู่กับ ความคิดตัวเอง จนบ้าไปละ ซึ่งคนไม่เคยมี ประสบการณ์ด้านกการปฎิบัติจะมองเห็นอะไรได้ยากมา เพราะจะเป็นคนที่คิดไม่เป็น จะกังวลไปหมดว่า ทำไม่ได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ต้องลองเล่นและบ้ากับมันจนได้เทคโนโลยีที่ใช้ได้ใน ปัจจุบัน หลายๆๆอย่างทีสำคัญ
จินตนาการ ก่อให้เกิด อะไรต่างๆๆ มากมาย
เรามาดูความคิดๆๆ ง่ายนะ เครื่องกำเนิด พลังงานแบบไม่ศูนย์เสีย แบบฮากันดีกว่า
เครื่องชารจ์ พลังหนู
เอา หนูที่ซื้อที่ตลาด ที่ชอบวิ่ง ใน วงล้อ ใส่ generator เข้าไป ที่แกน ต่อ ไดโอด ทำเป็นเคเครื่องชาร์จถ่านได้ ต่อมายัง ถ่านที่จะชารจ์ แค่นี้ก็ได้ พลังงานใช้แล้ว ให้อาหารมันเยอะนะ แล้วก็ให้มันวิ่งการหลายตัวหน่อย
มา
ความฝันรถไฟฟ้าพลังงานหนู
เอา ท่อ พันขดลวดรอบท่อ แล้วเอาหนู ใส่เสื้อเกราะแม่เหล็ก แล้วปล่อยมันวิ่งไปตามท่อ ปล่อยมันที่ละหลายตัวดูซิ จะได้พลัง งาน ขนาดไหน เก็บชาร์จไว้ในแบตเตอรี่ เมื่อเต็มเอาพลังงานจากแบตเตอรี่ไปปั่น มอเตอร์ รถวิ่งไปซื้อกับข้าวที่ตลาด
กังหัน ลม พลังงานไม่สูญเสีย
ใช้พลังงานลม วัดน้ำขึ้นไปเก็บไว้มันบนถัง ที่บ้าน แล้วก็ปล่อยน้ำลงมาปั่น พลังงานไดนาโมไฟฟ้าต่อ ได้พลังงานใช้ละ
ไม่ต้องทำอะไรให้มากเลยใช่ไหม


ความเห็นก่อนหน้า ตอบ

ตอบ: เรียนวิศวฯคอมฯ ควรจะรู้อะไรบ้าง นอกจากที่สอนในมหา'ลัย ?
โดย ณัฐพล พรหมทะบุตร - Monday, 11 August 2008, 03:17AM
สิ่งที่ต้องรู้อีกอย่างก็คือ เวลาสั่งข้าวคะน้าหมูกรอบผัดน้ำมันหอยมา เราควรจะเลือกกินน้ำมันหอยก่อน

วิศวกรคอมพิวเตอร์...หัวใจหลักของตลาดแรงงาน

วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Engineering)


วิศวกรคอมพิวเตอร์...หัวใจหลักของตลาดแรงงาน

Update : 15 July, 2010
ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มีจุดเด่นคือ การเน้นให้นักศึกษาเรียนรู้ศาสตร์ด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ โดยหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จะเน้นการเรียน
การสอน วิชาการโปรแกรมสมัยใหม่ ระบบเอมเบดเดด ฯลฯ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาค อุตสาหกรรม
ในปัจจุบัน
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการก้าวไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม มีความต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ
และวิศวกรที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมต่างๆ ภาควิชา
วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จึงเปิดดำเนินการสอนครบทุกระดับการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท
และปริญญาเอก ในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างนักวิจัยที่มีคุณภาพ และนักพัฒนาที่มีความสามารถ
ในการที่จะออกไปรับใช้สังคม

ห้องปฏิบัติการที่โดดเด่น
(กลับด้านบน)

  • ห้องปฏิบัติการไมโครโปรเซสเซอร์ ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 100 ชุด
    ที่เชื่อมต่ออยู่กับ ชุดทดลองด้านฮาร์ดแวร์ ออสซิลโลสโคป และเครื่องวิเคราะห์ลอจิก
    รองรับนักศึกษาได้ 200 คน
  • ห้องปฏิบัติการโครงข่ายคอมพิวเตอร์และคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
    สมรรถนะสูง ซีพียู Intel Core II Duo จำนวน 50 ชุด เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Router/Switch ยี่ห้อ
    Huawei-3Com จำนวน 50 ชุด และเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย Dell จำนวน 3 ชุด จัดเป็นห้อง
    ปฏิบัติการที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
  • ห้องปฏิบัติการโครงงานวิศวกรรม ประกอบด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องมือวัด เพื่อรองรับ
    การเรียนการสอนวิชาโครงงานวิศวกรรม สำหรับนักศึกษาชั้นปีสุดท้าย

แนวทางประกอบอาชีพ (กลับด้านบน)

- ภาคเอกชน ปัจจุบันธุรกิจทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
นอกเหนือจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เช่น IBM, Microsoft, Oracle, SAP แล้ว ยังมีบริษัทในประเทศเช่น
บริษัท CDG บริษัท เมโทรซิสเต็ม เป็นต้น รวมทังบริษัท SI อีกมากมายที่สามารถรองรับนักศึกษาที่จบการศึกษา
จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ได้ นอกจากนี้ยังมีบริษัทขนาด SME ที่มุ่งเน้นการทำงานประเภท
R&D อีกมากมาย
- ภาคราชการและรัฐวิสาหกิจ ปัจจุบันหน่วยงานทุกแห่งล้วนต้องการรับบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงเช่น บริษัท ทีโอทีคอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท กสท โทรคมนาคม
จำกัด เป็นต้น
- สถาบันการเงิน เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ต้องการบุคคลากรด้านไอที
- อาชีพอิสระ อาจเปิดซอฟต์แวร์เฮาส์ขนาดเล็ก นักพัฒนาระบบและโปรแกรมเมอร์อิสระ

แนวทางการศึกษาต่อ (กลับด้านบน)

สามารถเลือกศึกษาต่อได้ทั้งในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ รวมถึงสาขาบริหารธุรกิจ
ทั้งในและต่างประเทศ

ข้อมูลหลักสูตร (กลับด้านบน)

หลักสูตร 4 ปี
จำนวนหน่วยกิต                  142 หน่วยกิต
หน่วยกิตละ                        1,500 บาท
คุณสมบัติผู้สมัคร                รับผู้จบ ม.6/ปวช. (เกรดGPA 2.00 ขึ้นไปไม่ต้องสอบ)

 หลักสูตร เทียบโอน 
จำนวนหน่วยกิต                  115-119 หน่วยกิต
หน่วยกิตละ                        1,500 บาท
คุณสมบัติผู้สมัคร                รับผู้จบ ปวส. (เกรดGPA 2.25 ขึ้นไปไม่ต้องสอบ)

ปฐมลิขิต : บทความนี้เป็นบทความที่ผู้เยี่ยมชมส่งเข้ามาทาง ubyi@dek-d.com

เจ้าของบทความ :  vacat1on  ( chang_2@hotmail.com )
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Software and Knowledge engineering
   สำหรับ วิศวซอฟแวร์ และ ความรู้ เป็นส่วนหนึ่งของคณะ วิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชา คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน เป็นโครงการภาคภาษาอังกฤษของทางคณะ  ซึ้งต้องการความแตกต่างจากภาค วิชาที่มีอยู่เดิม  โครงการวิศวภาคภาษาอังกฤษ ประกอบไปด้วย Electro-Mechanical, Industrial, Mechanical and Software and Knowledge (ซอฟแวร์และความรู้)
ความแตกต่างระหว่าง วิศวซอฟแวร์และความรู้ กับ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์คือ
วิ ศวซอฟแวร์และความรู้นั้น จะไม่ได้เรียน วิชาที่เกี่ยวกับเรื่องElectronic เหมือน วิศวคอมพิวเตอร์ เช่นวิชา Digital Systems Design และ Introduction to Electrical Engineering เป็นต้น เพราะว่าโครงการนี้จะ เน้นไปทางด้านพัฒนาซอฟแวร์เท่านั้น  แต่วิศวซอฟแวร์และความรู้ จะมีวิชาใหม่ ซึ้งเป็นวิชาเฉพาะ ของ โครงการนี้เช่น Software and Knowledge Engineering Economics และ Programming Languages อย่างไรก็ตาม ทั้งสองโครงการนี้จะ เรียนวิชาบางวิชาที่เหมือนกัน เพราะว่าวิชานั้นอาจจะเป็นวิชาพื้นฐานของวิชาคอมพิวเตอร์ เช่น Theory of Computation , Discrete Mathematics และ Algorithm Design and Analysis เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่าง วิศวซอฟแวร์และความรู้ กับวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ คือ โครงการ ของเรานั้น จะเน้น เรื่องการนำมาใช้ของ Theory ต่างๆ เพื่อนำไปสู่ การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ แต่วิทยาศาสตร์คอมจะเน้นไปด้านการหาองค์ความรู้ใหม่ทางด้านคอมพิวเตอร์
 
การเรียนการสอน
    ปีหนึ่ง เราก็จะเรียนวิชาพื้นฐานต่างๆ ของวิชาวิศวกรรมศาสตร์ เช่น ฟิสิกส์, เคมี, คณิตศาสตร์ วิศวกรรม และ การเขียนแบบทางวิศวกรรม เป็นต้น และจะมีวิชาภาค คือ Programming Skills Development Laboratory ซึ่งเป็นวิชาพัฒนาทักษะด้านเขียนโปรแกรม เบื้องต้น
    ปีสอง เราก็จะเรียนวิชาในภาค เกือบทั้งหมด ซึ้ง เมื่อเข้าเทอมสอง วิชาที่เรียนจะเริ่มแบ่งเป็นสองสายคือ
  1.สายวิชาสำหรับ วิศวกรรมซอฟแวร์
  2.สายวิชาสำหรับ วิศวกรรมความรู้
  เราต้องเลือก ว่าเราจะเรียนเน้นหนักไปทางด้านไหน  เหมือนการเลือกวิชา Major และ Minor เช่นถ้าเราเลือก Major เป็น วิศวกรรมซอฟแวร์ และ Minorเป็น วิศวกรรมความรู้ วิชาที่เราจะเรียนต่อไปนั้น ส่วนมาก จะเป็นของสาย ซอฟแวร์และ ความรู้ เช่น Programming Languages และ จะได้เรียน วิชาเลือกเป็นของ วิศวกรรมความรู้ เช่นวิชา Theory of computation
   ปีสาม วิชาที่เรียนจะแตกต่างไปตามสายวิชาที่เลือก แต่ยังจะมีบางส่วน ที่เรียนรวมกับบ้าง
   ปีสี่ เทอมหนึ่ง ผู้ที่เลือก วิศวกรรมซอฟแวร์ เป็นสายหลัก จะต้องออกไปฝึกงานหนึ่งเทอม(สหกิจศึกษา) ซึ้งการฝึกงานนั้น จะเหมือนการทำงานจริง เป็นเวลาหนึ่งเทอม ส่วน ผู้ที่เลือกวิศวกรรมความรู้จะ ฝึกงานในเวลาปิดเทอมภาคฤดูร้อน และ เรียนเทอมหนึ่งตามปกติ
ความแตกต่างระหว่างสองสายวิชา
สายวิศวกรรมซอฟแวร์ จะเน้นไปทางด้านพัฒนาโปรแกรม เป็นหลัก ผู้ที่เรียนในสายวิชานี้ คือผู้ที่ถนัดหรือ ชื่อชอบในการเขียนโปรแกรม จะต้องการที่จะเป็นโปรแกรมเมอร์ในอนาคต
สายวิชา วิศวกรรมความรู้ จะเป็นสายที่พัฒนา หรือรวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ  เพื่อการพัฒนาโปรแกรม เช่น ความต้องการของลูกค้าในด้านการใช้งาน รูปแบบการใช้งาน เช่น โปรแกรมสำหรับบัญชี เราก็ต้องศึกษาถึงการทำบัญชี  เพื่อเป็นข้อมูลในการทำโปรแกรม เพราะฉะนั้น ผู้ที่เรียนวิชาในส่วนนี้จะ เป็นผู้รวบรวมข้อมูลเพื่อให้ โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น เป็นต้น
   ถามตอบปัญหา
Q: ถ้าเรียนจบแล้วจะได้ปริญญา ของวิศวกรรมศาสตร์หรือเปล่าครับ
A: สำหรับโครงการนี้น้องจะได้ ว.ศ.บ.ซอฟแวร์และความรู้ 
Q: ค่าเรียนแพงไหมครับ
A: ค่าเรียนเทอมละ หกหมื่นบาท ค่าหนังสือ แล้วแต่ว่าจะเลือกซื้อหรือ ยืมรุ่นพี่หรือห้องสมุด ถ้าซื้อหมดทุกเล่มในบางเทอมก็สามพันบาท 
Q: มีทุนการศึกษาหรือเปล่าครับ
A: ทางคณะได้มีทุนสำหรับผู้เรียนดี ที่ได้ เอ อย่างน้อยห้าวิชา (วิชาที่มีหน่วยกิจเกินหนึ่งหน่วย) และ รวมหน่วยกิจ ที่ได้เอ ทั้งหมดเกิน สิบสองหน่วย จะได้รับส่วนลดค่าเทอมของเทอมต่อไป และมีทุนอื่นๆอีก ที่น่าสนใจคือทุนแบงก์ชาติ ที่จะให้สิทธิ สำหรับผู้ที่ติดหนึ่งในห้าของโครงการมีสิทธิ เข้าร่วมคัดเลือกรับทุน
Q: การเรียนยากหรือ ง่ายกว่าภาคภาษาไทย
 A: การเรียนการสอนส่วนมากจะเหมือน ภาควิชาภาษาไทยในด้านเนื้อหา ต่างๆ เพื่อความเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่จะมี ความยากกว่าตรงที่เนื้อหาจะเป็นภาษาอังกฤษส่วนมาก แต่น้องๆ จะมีปัญหาในอาทิตย์แรกๆ ของการเรียนเท่านั้น
Q: ไม่เก่งภาษาอังกฤษเรียนได้หรือเปล่า
A: เรียนได้ครับ เพราะว่าเพื่อนพี่บางส่วนก็ไม่ได้เก่ง ภาษาอังกฤษ มาก แต่ก็สามารถ เรียนได้เข้าใจและรู้เรื่องเป็นอย่างดีครับ
Q: มีความจำเป็นต้องมี เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค หรือเปล่าครับ
A: ไม่มีความจำเป็นครับ เพราะว่าทางคณะได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์จัดไว้อย่างเพียงพอ และ ทางภาควิชา ที่ห้องคอมพิวเตอร์ ให้นิสิตใช้งานได้ครับ แต่ถ้ามีโน้ตบุคก็จะสะดวกหน่อย ตรงที่ว่าน้องจะทำงานได้ทุกที่ในคณะ เพราะว่าในคณะ จะมีโต๊ะที่มีปลั๊กไฟ เพื่อให้นิสิตได้ใช้งาน และ มีwireless network เพื่อนิสิตในการ ท่องinternet และส่งการบ้านครับ
Web sites
โครงการวิศวกรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
 http://iup.eng.ku.ac.th
ภาควิชา คอมพิวเตอร์  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน http://www.cpe.ku.ac.th/new_design/

วิศวคอมพิวเตอร์แฉ ข้อเท็จจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับวิศวคอมพิวเตอร์

วิศวคอมพิวเตอร์แฉ ข้อเท็จจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับวิศวคอมพิวเตอร์

computer engineering
computer engineering

1.วิศวะคอม ไม่มี “ใบประกอบวิชาชีพ”
หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า จบวิศวะแล้วจะได้ใบประกอบวิชาชีพ แต่ สำหรับ วิศคอมพิวเตอร์ และสาขาทางไอทีทุกสาขาไม่มี ใบประกอบวิชาชีพ ครับ คือ มันไม่ได้เป็นวิชาชีพ แต่มันคือความรู้ที่เราเรียนมาเพื่อนำไปประกอบอาชีพเท่านั้น เนื่องจากมันไม่ได้จบไปแล้วทำงานตายตัวเหมือนคณะ สาขาอื่น
แต่ จริงๆแล้ว ทางสายไอที จะมีกระดาษแผ่นหนึ่ง ที่เขาเรียกว่า ใบCert หรือ ถ้าเรียกแบบไทยๆ ก็ ใบ เซ่อ(ไม่ได้มาจากคำว่า เซ่อร์ซ่า นะ ) หรือ ถ้าภาษาอังกฤษ เขาใช้คำว่าCertification คล้ายๆใบประกอบวิชาชีพนั่นแหล่ะ  โดย เจ้าใบ Cert  นี้ เราจะต้องสอบเพื่อเป็นการการันตีว่า เรารู้ในเรื่องนั้นๆอย่างลึกซึ้ง เช่น ใบ Cert ของ JAVA
เพื่อการันตีว่า เรามีความรู้ในเรื่องของ Java Programing จริง
คงจะมีคนอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วใบ Cert สำคัญมากหรอ ในการทำงาน ขอบอกเลยว่า สำคัญครับ เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่ามันเหมือนเครื่องการันตีความรู้ของเราเลย และที่สำคัญ บางบริษัท จะเพิ่มเงินเดือนเป็นพิเศษ ตามใบ Cert ของเรา
2.วิศวะคอมพิวเตอร์ สาขาที่คะแนนสอบสูงสุด ใน กลุ่มสาขาวิศวกรรม เป็นที่รู้กันดีว่า การสอบเข้า ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ นั้น ยากและหินแค่ไหน  แต่ สาขาวิศวคอมพิวเตอร์นั้นได้ชื่อว่า ยากที่สุดแล้ว ในสายวิศวะ  เห็นได้จากคะแนนสอบเข้าที่ออกมาในแต่ละปี โดยเฉพาะคะแนนของวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ที่คะแนนพอๆกับสายแพทย์เลย
3.สังคมไทย ยกย่องว่า ถ้าจะทำงานได้เงินเดือนสูงๆในสายไอที ต้องจบ วิศวะคอม เท่านั้น!!!
อย่างที่กล่าวไปหลายรอบแล้วว่า สังคมไทย ยกย่อง สายวิศวะเป็นอย่างมาก แต่ความเป็นจริงที่ พวกเราควรรู้อีกข้อก็คือในไทยเรา ไม่ว่าจะจบ วิศวะ วิทยา หรือสายอื่นใด ในสายไอที  การทำงาน มักเกี่ยวเนื่องหรือซ้อนทับกัน เนื่องจาก
อุตสาหกรรมในสายไอทีบ้านเรา เน้นไปทางด้านซอฟท์แวร์ หรือ การเขียนโปรแกรม ที่เป็นสายทางทั่วๆไป ของไอที ไม่เน้นเฉพาะ วิศวะคอม วิทยาคอม เท่านั้น
ดังนั้น เป็นความจริงที่ควรรู้ไว้ว่า  จบวิศวะคอม ก็ใช่ว่าจะได้งานทำที่ดี กว่าสาขาอื่น ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับความสามารถและความรู้ที่มี เท่านั้น!!!
rag
หมายถึง :
ไม่สม่ำเสมอ เป็นภาษาในการจัดรูปหน้าเอกสาร หมายความว่า การจัดรูปหน้าเอกสารให้เสมอกันทางด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งจะไม่เสมอกัน เช่น rag left หมายถึง จัดบรรทัดของเอกสารในหน้านั้นให้เสมอกันทางขวามือ ส่วนทางซ้ายมือก็จะมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ ภาษาไทยเรียกว่า "เสมอหลัง" ถ้าหน้าเอกสารใดต้องการจัดให้ตัวอักษรในทุกบรรทัดเสมอกันทางด้านซ้ายมือ ก็เรียกว่า "เสมอหน้า" ส่วนทางด้านขวามือก็จะไม่สม่ำเสมอกันทุกบรรทัดเรียกว่า rag right และในการจัดเอกสารให้เสมอกันทั้งด้านซ้ายและด้านขวามือ เรียกว่า justified เสมอกันทั้งหน้าและหลัง

RAM
หมายถึง :
อ่านว่า แร็ม เป็นคำย่อของคำว่า random access memory หน่วยความจำที่ประกอบขึ้นด้วยวัสดุกึ่งตัวนำ (semiconductor) ซึ่งสามารถอ่านข้อมูลจากหน่วยความจำนี้ได้ และสามารถบันทึกข้อมูลใหม่เข้าสู่หน่วยความจำนี้ได้เช่นเดียวกัน และวิธีการเข้าถึงคลังข้อมูลก็สามารถใช้วิธีใดๆ ได้หลายวิธี RAM เป็นหน่วยความจำชนิดชั่วคราว หรือ volatile กล่าวคือเมื่อไฟดับความจำจะถูกลบหายไป

RAM chip
หมายถึง :
เครื่องมือที่ใช้เป็นคลังข้อมูลชนิดหนึ่ง ทำด้วยวัสดุกึ่งตัวนำ (semiconductor) RAM chip ใช้ทำหน่วยความจำRAM

random access
หมายถึง :
เป็นการเข้าถึงข้อมูลโดยตรงวิธีหนึ่ง เป็นความสามารถของคอมพิวเตอร์ ที่สามารถค้นหาแฟ้มข้อมูล และเข้าสู่สังกัดของข้อมูลโดยตรง

random access memory
หมายถึง :
ดู RAM

range
หมายถึง :
ในโปรแกรม spreadsheet หมายถึง ขอบเขตของเซลซึ่งจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ขอบเขตของเซลอาจยาวไปตามแถว (row) หรือยาวไปตามคอลัมน์ (column) ก็ได้ ; ความกว้างของเซล

row data
หมายถึง :
ข้อมูลดิบ สารสนเทศที่รวบรวมมาได้ แต่ยังไม่ได้ทำการกลั่นกรองเลือกเฟ้น

read
หมายถึง :
อ่าน นำมาใช้ทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง การรวบรวมสารสนเทศจากแหล่งนำข้อมูลเข้า

README
หมายถึง :
เป็นชื่อแฟ้มข้อมูล (file) ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้ MS-DOS โดยทั่วไป ในแฟ้มนี้บรรจุไว้ด้วยสารสนเทศเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ซึ่งอาจไม่มี ในคู่มือที่ได้มาพร้อมกับเครื่อง แฟ้มข้อมูล README จะถูกเก็บไว้ในแผ่นดิสก์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ (ฮาร์ดดิสก์) สามารถเข้าถึงและอ่านได้โดยง่าย

read-only memory
หมายถึง :
ดู ROM

read/write head
หมายถึง :
เป็นเครื่องกลไกอย่างหนึ่งภายในช่องดิสก์ไดร้ว์ สำหรับใช้อ่าน (read) ข้อมูลจากแผ่นดิสก์ หรือบันทึก (write) ข้อมูลเข้าไปสู่ดิสก์

read/write memory
หมายถึง :
หน่วยความจำซึ่ง ซึ่งสามารถอ่านข้อมูลและบันทึกข้อมูลเข้าไปในหน่วยความจำนั้นได้ RAM นับว่าเป็นระบบ read/write memory system อย่างหนึ่ง

real-time
หมายถึง :
เกี่ยวกับช่วงเวลา ซึ่งถูกกำหนดขึ้นและควบคุมโดยสิ่งที่อยู่ภายนอก เป็นการปฏิบัติงานตามกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ตามสถานการณ์ที่ถูกบังคับให้เกิด ขึ้น เช่น ระบบการนำร่องของเครื่องบิน การบินไปให้ตรงเป้าของจรวดนำวิถี การปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ และการปฏิบัติงานอื่นๆ ซึ่งคอมพิวเตอร์จะต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ เช่น การแสดงภาพเคลื่อนไหว (animation) เลียนแบบการบินอย่างที่มันเกิดขึ้นจริง เป็นต้น

real-time animation
หมายถึง :
การแสดงภาพเคลื่อน ไหวของคอมพิวเตอร์ ซึ่งภาพที่แสดงจะเคลื่อนไหวไปบนจอภาพด้วยอัตราการเปลี่ยนแปลงลักษณะของวัตถุ นั้น เลียนแบบของจริงที่มีอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

real-time operating system
หมายถึง :
ระบบการควบคุมการ ปฏิบัติงานตามช่วงเวลาจริงระบบหนึ่ง ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำการควบคุมการปฏิบัติงานตามกระบวนการของ การปฏิบัติงานนั้น

reboot
หมายถึง :
เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยวิธีใส่ระบบการควบคุมการทำงานเข้าไปใหม่

record
หมายถึง :
บันทึก , เก็บรักษาข้อมูลไว้ในแฟ้มข้อมูลเป็นต้น ; ระเบียนโครงสร้างของข้อมูล ซึ่งเก็บรวบรวม เรื่อง (field) ต่างๆ ไว้ในระเบียน (record) field แต่ละ field จะมีชื่อของมันเอง

recover
หมายถึง :
กลับไปสู่สถานะที่มั่นคงอีก หลังจากที่เกิดความผิดพลาดหรือความเสียหายขึ้นแล้ว

relational database
หมายถึง :
ฐานข้อมูลชนิดหนึ่ง ซึ่งเก็บสารสนเทศไว้ในตารางซึ่งประกอบไปด้วย แถว (row) และคอลัมน์ (column) ของข้อมูล และใช้ข้อมูลในคอลัมน์ของตารางหนึ่ง เป็นเครื่องมือสำหรับค้นหาข้อมูลในอีกตารางหนึ่ง ใน relational database นี้ แถว (row) ของตารางจะแทนระเบียน (record) และคอมลัมน์ (column) จะแทน field สมมุติว่า ในตารางที่ 1 มี field ชื่อ LASTNAME , FIRSTNAME , EMPLOYEE-ID ในตารางที่ 2 มี field ชื่อ EMPLOYEE-ID , DEPT , SALARY จะเห็นว่า ฐานข้อมูลสัมพันธ์ (relational database) สามารถเปรียบเทียบ field ที่ชื่อ EMPLOYEE-ID ของทั้งสองตารางเข้าด้วยกัน เพื่อหา สารสนเทศที่ต้องการ เช่น ชื่อสกุล ชื่อตัว รวมทั้งเงินเดือนของลูกจ้างได้

release
หมายถึง :
ออก , ออกสู่ตลาด มักใช้กับรุ่น (version) ของโปรแกรมหรือซอฟแวร์ เช่น บริษัทผู้ผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใช้คำว่า release แทน version (รุ่น) เช่น โลตัส 1-2-3 Release 2.2 ; ปล่อย , ยกเลิกการควบคุมเมื่อใช้กับโปรแกรม เช่น โปรแกรมยกเลิกการควบคุมตอนของหน่วยความจำ ของเครื่องมือ หรือแหล่งระบบอื่นๆ นั่นคือ ปล่อยให้มันปฏิบัติงานต่อไป

remote
หมายถึง :
ระยะไกล , จากที่ห่างไกล

remote communication
หมายถึง :
การปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างไกลออกไปโดยผ่านสายโทรศัพท์ หรือสายการสื่อสารอย่างอื่น

remote terminal
หมายถึง :
สถานีปลายสายระยะไกล สถานีปลายสายระยะไกลมักจะต่อเชื่อมโยงกับคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง (host computer) ผ่านสายโทรศัพท์และโมเด็ม

report
หมายถึง :
รายงาน การเสนอสารสนเทศในเรื่องที่กำหนดหัวข้อให้ ตามปกติจะอยู่ในรูปที่พิมพ์ออกมา

reserved character
หมายถึง :
อักษรบนแป้นพิมพ์ ใดๆ ซึ่งมีความหมายเฉพาะซึ่งใช้ในโปรแกรม จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำไปใช้เป็นชื่อแฟ้มข้อมูล ชื่อเอกสาร หรือชื่ออื่นใดอีก เช่น เครื่องหมายต่างๆ ได้แก่เครื่องหมายสแลช ( / ) , แบ็คสแลช ( \ ) , ดอกจัน ( * ) , เครื่องหมายคำถาม ( ? ) เป็นต้น

reserved word
หมายถึง :
คำสงวน ได้แก่ถ้อยคำซึ่งมีความหมายเฉพาะในโปรแกรม หรือในภาษาโปรแกรม (programming language) คำสงวน เหล่านี้ ได้แก่คำที่ใช้ควบคุมคำสั่งต่างๆ ได้แก่ คำว่า FOR , IF , END เป็นต้น คำเหล่านี้ไม่สามารถนำมาใช้ ตั้งชื่อแฟ้มข้อมูล ตั้งชื่อเอกสาร ชื่อฉลากใด ๆ ได้

reset button
หมายถึง :
เป็นปุ่มๆ หนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ ใช้สำหรับเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่หลังจากที่ปิดไปแล้ว คอมพิวเตอร์ประเภท IBM clone หลายยี่ห้อมีปุ่ม reset ใน Apple Macintosh มีปุ่ม reset เช่นเดียวกัน

resolution
หมายถึง :
ความชัดเจนของราย ละเอียดของจอภาพหรือภาพที่พิมพ์ออกมาจากเครื่อง resolution จะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับจำนวนจุดสี (pixel)ต่อตารางหน่วย เช่น ต่อตารางนิ้ว หรือต่อตารางเซ็นติเมตรบนจอภาพ resolution คือ จำนวนรวมของ pixel ที่เรียงตัวกันอยู่ในแนวนอนและแนวตั้งบนจอภาพ จำนวน resolution บนจอภาพจะเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะของจอภาพ

resource
หมายถึง :
ส่วนใดๆ ของระบบคอมพิวเตอร์หรือของเครือข่ายซึ่งโปรแกรมหรือกระบวนการใดๆ สามารถมีส่วนช่วยให้ส่วนต่างๆ ของคอมพิวเตอร์หรือส่วนต่างๆ ของระบบทำงานได้ในขณะปฏิบัติงาน resource เหล่านี้ ได้แก่ disk drive เครื่องพิมพ์ หรือ หน่วยความจำ เป็นต้น

resource file
หมายถึง :
แฟ้มข้อมูลซึ่งประกอบด้วยข้อมูลจากแหล่งข้อมูล (resource data) และดรรชนีแหล่งข้อมูลนั้น เพื่อบอกแหล่งที่อยู่หรือสังกัดของมัน

retrieve
หมายถึง :
(อ่านว่า รีทรีฟว) เรียกข้อมูลออกมาใช้งาน คอมพิวเตอร์สามารถเรียกข้อมูลหรือสารสนเทศจากแหล่งข้อมูลใดๆ เช่น จากแผ่นดิสก์ จากหน่วยความจำ ออกมาใช้งานได้

Return key
หมายถึง :
แป้นรีเทอร์น ซึ่งมีคำว่า "Return" อยู่บนแป้น เป็นแป้นที่มีความสำคัญในแป้นพิมพ์ของ Apple เช่นเดียวกับแป้น Enter key ของ IBM และ IBM compatible ชื่อของแป้นว่า "กลับ" มาจากลักษณะของแป้นพิมพ์ดีด ซึ่งเมื่อเคาะแป้นนี้แล้ว แค่พิมพ์จะเลื่อนกลับไปตั้งต้นให้พิมพ์ข้อความบนบรรทัดตรงจุดเริ่มต้นบรรทัด ใหม่ แป้นนี้ทำหน้าที่ควบคุมการนำข้อมูลเข้า และคำสั่งอื่นๆ หลายอย่าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ใช้ด้วย และที่สำคัญคือเมื่อพิมพ์คำสั่งแล้วต้องเคาะแป้นนี้ทุกครั้ง คำสั่งใน command line จึงจะเริ่มปฏิบัติงาน

ring network
หมายถึง :
เครือข่าย local area network (LAN) แบบหนึ่ง ซึ่ง node หรือเครื่องอุปกรณ์ประกอบภายนอกต่างๆ จะต่อเชื่อมโยงกันอยู่เป็นวง ข่าวสารหรือข้อมูลในเครือข่ายจะผ่านจากเครื่องอุปกรณ์เครื่องหนึ่งไปสู่ เครื่องหนึ่ง โดยผ่านไปทีละ node ตามลำดับไป

robot
หมายถึง :
หุ่นยนต์ หมายถึงเครื่องจักรซึ่งสามารถรับรู้และตอบสนอง ต่อข้อมูลที่นำเข้ามา หุ่นยนต์สามารถแปลความหมายของข้อมูลนั้นแล้วทำการตอบสนองหรือมีปฏิกริยาต่อ ข้อมูลนั้นโดยอัตโนมัติตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ ดูราวกับว่าหุ่นยนต์นั้นมีความฉลาด หรือมีสมองสำหรับคิดแก้ปัญหาได้เอง โดยที่คนไม่ต้องเข้าไปสั่งการ

robotics
หมายถึง :
วิชาที่ว่าด้วยการ สร้างหุ่นยนต์ เป็นสาขาหนึ่งของวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ในวิชานี้จะต้องใช้ความรู้ด้านวิศวกรรม อิเล็กทรอนิก , วิชาไซเบอร์เนติกส์(cybernetics)วิชาไบโอนิกส์ (bionics) และ artificial intelligence เพื่อนำมาใช้ประกอบกันในการสร้างหุ่นยนต์ให้สามารถทำงานด้วยตนเองได้ มี "มันสมอง" ที่จะคิดได้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้นๆ ดูเพิ่มเติมใน cybernetics , bionics และ artificial intelligence

ROM
หมายถึง :
เป็นคำย่อของคำว่า read-only memory คือหน่วยความจำซึ่งบรรจุไว้ด้วยคำสั่งต่างๆ หรือข้อมูลต่างๆ ซึ่งสามารถอ่านออกมาได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้

ROM BIOS
หมายถึง :
เป็นคำย่อของคำว่า read-only memory basic Input/output system เป็นซอฟแวร์ชุดหนึ่งในคอมพิวเตอร์ IBM และ IBM clone , ROM BIOS ทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานพื้นฐานทางด้านการนำข้อมูลเข้า (input) และการแสดงผลลัพธ์ (output) ของคอมพิวเตอร์

RS-232
หมายถึง :
ตัวต่อมาตรฐาน สำหรับการสื่อสารโดยการต่อแบบอนุกรมชนิดหนึ่ง ซึ่งรองรับโดย Electrical Industries Association คำว่า RS ย่อมาจาก Recommended Standard เป็นการนิยาม หรือการกำหนดมาตรฐานของสายการสื่อสารสายเดี่ยว สำหรับใช้ในการสื่อสารแบบ serial communications เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการสื่อสารระหว่างเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ ในเครือข่าย หรือในระบบคอมพิวเตอร์

row
หมายถึง :
แถวหรือบรรทัด มักใช้ในโปรแกรม spreadsheet ข้อมูลหรือสารสนเทศที่ใส่เข้าไปในลักษณะเป็นบรรทัด หรือเป็นแถวในทางแนวนอน ; จุดของ pixel ที่เรียงกันอยู่ในแนวนอน เป็นต้น ดูเพิ่มเติม column

ruler
หมายถึง :
ไม้บรรทัด ในโปรแกรมประเภท word processor สามารถเรียกไม้บรรทัดหรือ ruler ให้ปรากฏขึ้นมาทางด้านบนหรือด้านซ้ายมือของจอภาพได้ เพื่อวัดว่าจะกำหนดบรรทัดห่างกันอย่างไร กำหนดย่อหน้ามากน้อยอย่างไร กั้นหลังมากน้อยเพียงใด เป็นต้น

run
หมายถึง :
หมายถึงการใช้โปรแกรมให้ทำงาน

run time
หมายถึง :
หมายถึง เวลาที่ต้องการใช้ปรแกรมให้ทำงาน หรือเวลาที่ใช้ในการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งของโปรแกรม
EBCDIC
หมายถึง :
(อ่านว่า เอ็บซีดิค) เป็นคำย่อของคำเต็มว่า Extended Binary Coded Decimal Interchange Code เป็นรหัสอย่างหนึ่ง ซึ่งเอาตัวอักษร ตัวเลข และเครื่องหมายต่างๆ ในภาษามาทำรหัสโดย IBM เพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์ IBM ทุกประเภท ถือว่ารหัส EBCDIC นี่เป็นรหัสมาตรฐานของการกำหนดค่าของตัวอักษร ตัวเลข เครื่องหมายวรรคตอน และเครื่องหมายอื่นๆ ในภาษา

edit
หมายถึง :
การปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่อง (text) เอกสาร หรือแฟ้มข้อมูล เพื่อให้ถูกต้องและดีขึ้น

edit mode
หมายถึง :
วิธีการปฏิบัติงานด้านการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแฟ้มข้อมูล หรือเอกสาร เช่น การแทรกตัวอักษร การลบเนื้อเรื่องของสารสนเทศ เป็นต้น

EGA
หมายถึง :
คำย่อของ Enhanced Graphics Adapter เป็นตัวปรับการแสดงภาพวีดีโอชนิดหนึ่ง ซึ่งผลิตจำหน่ายโดย IBM เมื่อปี พ.ศ. 2527 EGA มีคุณภาพดีกว่า CGA (Color/Graphics Adapter) และ MDA (Monochorme Display Adapter) และสามารถปฏิบัติงานทางด้านดีวีโอได้หลายอย่าง รวมทั้งแสดงภาพตัวอักษรได้ 43 บรรทัด และปฏิบัติงานด้านกราฟฟิก (graphic mode) ตามแนวนอน 640 pixel ตามแนวตั้ง 350 pixel มีสี 16 สี

electron beam
หมายถึง :
ลำแสงอีเล็กตรอน เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ในสุญญากาศ ลำแสงอิเล็กตรอนในหลอดภาพ CRT จะสร้างภาพขณะที่มันเคลื่อนผ่านสารฟอสเฟอร์ที่เคลือบอยู่ภายในผิวหน้าของ หลอดภาพ

electron gun
หมายถึง :
ปืนอีเล็กตรอน เครื่องมือสำหรับผลิตลำแสงอิเล็กตรอน มักใช้ประกอบอยู่ในหลอดภาพทีวี และในมอนิเตอร์ของคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

electronic commuting
หมายถึง :
ดู telecommuting

electronic mail
หมายถึง :
มักเรียกสั้นๆ ว่า e-mail จดหมายอิเล็กทรอนิก ได้แก่การส่งข่าวสารถึงกัน ผ่านเครือข่ายการสื่อสารระหว่งคอมพิวเตอร์ ถึงคอมพิวเตอร์ โดยการผ่านสายโทรศัพท์ ใช้ได้ทั้งเครือข่าย LAN และ WAN

electronic spreadsheet
หมายถึง :
บัญชีอีเล็กทรอนิก ดู spreadsheet program

e-mail
หมายถึง :
ดู electronic mail

embedded
หมายถึง :
ฝังติด หรือฝังไว้ใน หมายถึงสร้างหรือทำขึ้นไว้ภายในเครื่องอุปกรณ์ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ใดๆ เช่น embedded microprocesssor คือไมโครโพรเซสเซอร์ที่ได้ติดตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าแล้ว และทำการติดไว้ภายในเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อใช้ควบคุมการปฏิบัติงานของเครื่องมือเครื่องใช้นั้นๆ เช่น เครื่องซักผ้า ในเตาไมโครเวฟ เป็นต้น

encode
หมายถึง :
ทำเป็นรหัส เช่น การป้องกันการเข้าถึงข้อมูล คุณสามารถแปลงข้อมูลให้เป็นรหัสอย่างใดอย่างหนึ่ง

encryption
หมายถึง :
กระบวนการแปลง สารสนเทศให้เป็นรหัสลับ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร หรือสารสนเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะส่งผ่าน หรือถ่ายทอดผ่านสื่อต่างๆ

End key
หมายถึง :
แป้นคีสำหรับควบคุม เคอร์เซอร์ ซึ่งสามารถบังคับเคอร์เซอร์ให้เลื่อนไปในตำแหน่งต่างๆ ที่ต้องการ เช่น ให้เคอเซอร์วิ่งไปจนสุดบรรทัดของเนื้อเรื่อง สุดจอภาพ หรือ สุดแฟ้มข้อมูล ก็ได้

end user
หมายถึง :
ผู้ใช้ผลของการ ประมวลคอมพิวเตอร์ สำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ end user หมายถึงผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วๆ ไป ซึ่งไม่มีความรู้ทางเทคนิคคอมพิวเตอร์ แต่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ให้ช่วยทำงานได้

enhanced keyboard
หมายถึง :
แป้นพิมพ์ที่มี จำนวนแป้นคี 101-102 แป้น ซึ่ง IBM ประดิษฐ์ขึ้นและใช้กับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาตลอด แป้นพิมพ์ชนิดนี้ถือว่า เป็นแป้นพิมพ์มาตรฐานสากล

ENIAC
หมายถึง :
(อ่านว่า เอ็นนีแอค หรือ เอนเนียค) เป็นคำย่อของ Electronic Numerical Integrator And Calculator นับเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆ เครื่องหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่โต ต้องใช้เนื้อที่ถึง 1,800 ตารางฟุต สำหรับตั้ง และใช้หลอดสุญญากาศจำนวนถึง 18,000 หลอด ประกอบอยู่ในวงจรของเครื่อง ผู้สร้างคือ J. Presper Eckert และ John W. Mauchly แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2489 นับเป็นต้นแบบของคอมพิวเตอร์ยุคพัฒนาการช่วงที่ 1 คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ได้ใช้ปฏิบัติการมาจนถึงปี พ.ศ. 2498

Enter key
หมายถึง :
คือแป้นคี สำหรับใช้บอกให้ คอมพิวเตอร์รับรู้ว่า การนำข้อมูลเข้าครั้งนี้สิ้นสุดแล้ว คอมพิวเตอร์ IBM และ IBM clone จะมีคำว่า "Enter" อยู่บนแป้น คอมพิวเตอร์ Apple Macintosh จะมีคำว่า "Return" อยุ่บนแป้นนี้

environment
หมายถึง :
ชุดของอุปกรณ์หรือ เครื่องใช้ต่างๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้เครื่องมือเครื่องใช้ระบบใดระบบหนึ่ง (ความหมายออกจะแตกต่างจากที่เราแปลว่า "สิ่งแวดล้อม" อยู่บ้าง) ยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัด เช่น ในทางคอมพิวเตอร์ถือว่า ระบบการทำงานของวินโด้ (window operating system) เป็น environment อย่างหนึ่งของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ หมายความว่า เพราะวินโด้นี่เองที่ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ใช้ใช้วินโด้เป็นเครื่องมือในการใช้คอมพิวเตอร์ทำประโยชน์ ดังนั้น วินโด้จึงเป็น environment

erase
หมายถึง :
ลบ การลบข้อมูลออกไปอย่างถาวร

ergonomics
หมายถึง :
วิชาที่ว่าด้วยความ สัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ทั้งทางกายภาพและด้านการทำหน้าที่ วัตถุประสงค์ของวิชานี้ ก็คือต้องการให้มนุษย์ที่ทำหน้าที่อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมด้วยความสะดวก สบาย ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีความปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง

error
หมายถึง :
ความผิดพลาด ทางด้านคอมพิวเตอร์ ความผิดพลาด (error) เป็นผลลัพธ์ของเหตุการณ์ ซึ่งไม่เป็นไปตามที่คาดคิด ความผิดพลาดในด้านต่างๆ ทางคอมพิวเตอร์ เช่น error checking กระบวนการตรวจสอบผิดพลาดในระหว่างถ่ายทอดแฟ้มข้อมูลระหว่างผู้ส่งข้อมูลและ ผู้รับข้อมูล; error file แฟ้มข้อมูลผิดพลาด ได้แก่แฟ้มข้อมูลที่บันทึกเวลาในการประมวลผลข้อมูล และการถ่ายทอดข้อมูลผิดพลาด; error message ได้แก่ข่าวสารจากระบบหรือจากโปรแกรม ทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดพลาด เช่น หน้าจอขึ้น dialog box ว่า "Printer not ready" ซึ่งเกิดจากการขัดข้องในการส่งข้อมูลไปยังเครื่องพิมพ์ ไม่ใช่เกิดจากความไม่พร้อมของเครื่องพิมพ์ เป็นต้น

Escape key
หมายถึง :
แป้นคี ซึ่งอยู่มุมซ้ายสุดของแป้นพิมพ์ IBM และ IBM clone มีคำว่า "Esc" สามารถใช้ปฏิบัติหน้าที่ได้หลายหน้าที่ ขึ้นอยู่กับโปรแกรมปฏิบัติการที่ใช้ โปรแกรมปฏิบัติการส่วนใหญ่ ใช้แป้นนี้ในการออกจากโปรแกรมเพื่อกลับสู่คำสั่งเดิม หรือเปลี่ยนวิธีการทำงาน (mode)

.EXE
หมายถึง :
ใน MS-DOS เป็น "นามสกุล" หรือชื่อที่ขยายออกไปของแฟ้มข้อมูล ในการใช้แฟ้มข้อมูล ผู้ใช้เพียงแต่พิมพ์ชื่อแฟ้มข้อมูล ไม่ต้องพิมพ์นามสกุลหรือชื่อขยายออกไป ตัวอย่างชื่อแฟ้มข้อมูลพร้อมส่วนขยาย เช่น macrode.exe, comcheck.exe, readme.exe เป็นต้น

exit
หมายถึง :
การออกจากโปรแกรม จุดสิ้นสุดของโปรแกรม

expanded
หมายถึง :
ลักษณะของตัวอักษรลักษณะหนึ่ง ซึ่งจะมีระยะระหว่างตัวอักษร ในบรรทัดขยายห่างกันออกไปมากกว่าปกติ

expansion slot
หมายถึง :
ช่องเสียบภายใน คอนโซลของคอมพิวเตอร์ ซึ่งออกแบบมาให้สามารถเสียบต่อสายเคเบิลได้เพิ่มขึ้นจากปกติ เพื่อทำให้ระบบสมบูรณ์ขึ้น IBM PC มักจะมี expansion slot จาก 3 ถึง 8 ช่อง ส่วนแอปเปิล แมคอินทอช มักจะไม่มี expansion slot

expert system
หมายถึง :
เป็นโปรแกรมปฏิบัติ การชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถแก้ปัญหาและตัดสินใจในการทำงานได้ เช่น โปรแกรมทางด้านการแพทย์ หรือโปรแกรมทางด้านการเงิน บางโปรแกรม

export
หมายถึง :
การถ่ายทอดข้อมูล หรือสารสนเทศจากระบบคอมพิวเตอร์ระบบหนึ่ง ไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์อีกระบบหนึ่ง หรือการถ่ายทอดสารสนเทศจากโปรแกรมหนึ่งไปสู่อีกโปรแกรมหนึ่ง ดูเพิ่มเติม import

extended memory
หมายถึง :
หน่วยความจำในส่วน ที่เพิ่มเติมขึ้นมาในหน่วยความจำที่เกินจาก 1 เมกะไบต์ ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้ไมโครโพรเซสเซอร์ของ Intel ชนิด 80286, 80386 และ 80486 ถือว่าเป็น extended memory

external modem
หมายถึง :
โมเด็มที่ต่อไว้ภาย นอกตัวเครื่อง หรือนอกคอนโซลของคอมพิวเตอร์ ดังนั้นจึงมักต่อกับตัวเครื่องโดยใช้สายเคเบิลต่อเข้ากับพอร์ต (port) ที่เหมาะสมของคอมพิวเตอร์

external storage
หมายถึง :
คลังข้อมูลที่อยู่ภายนอกหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ เช่น เก็บไว้ในแผ่นฟลอปปี้ดิสก์ หรือเทปที่อยู่นอกตัวเครื่อง เป็นต้น